พนาศรม รีสอร์ท แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว
  บรรยากาศ ภายใน พนาศรม

สถานที่ : วัดไร่ขิง
รายละเอียด : ัดไร่ขิงแต่เดิมเป็นวัดราษฏร์เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ตั้งติดอยู่ริมแม่น้ำนครชัยศรี(ท่าจีน) สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ต่อมาได้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ วัดไร่ขิงปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ ๕๑ หมู่ที่ ๒ ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีพื้นที่วัดและพื้นที่ธรณีสงฆ์รวม ๒๔๔ ไร่ ๘๙ ตารางวา ลักษณะพื้นที่ของวัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม ทิศเหนือด้านหน้าวัดสร้างเขื่อนกั้นริมแม่น้ำตลอดแนว ทิศใต้และทิศตะวันออกสร้างกำแพงล้อมตลอดพื้นที่ของวัด
ในอดีตพื้นที่บริเวณได้มีผู้เล่าต่อกันมาว่า มีชาวจีนปลูกบ้านอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมาก และนิยมปลูกขิงกันอย่างแพร่หลายจนเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านหรือชุมชนในแถบนี้ว่า “ไร่ขิง” ต่อมาเมื่อมีชุมชนหนาแน่นมากยิ่งขึ้นจึงได้มีการสร้างวัดเพื่อเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน ดังนั้นวัดจึงได้ชื่อตามชื่อของหมู่บ้านหรือชุมชนว่า “วัดไร่ขิง” สืบมาในราวปี พ.ศ. ๒๔๔๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ เสด็จตรวจเยี่ยมวัดในเขตอำเภอสามพราน สมเด็จฯ ได้เสด็จมาที่วัดไร่ขิง และได้ทรงตั้งชื่อใหม่ว่า “วัดมงคลจินดาราม” ทั้งทรงใส่วงเล็บชื่อเดิมต่อท้ายจึงกลายเป็น “วัดมงคลจินดาราม(ไร่ขิง)” เมื่อเวลาผ่านพ้นมานาน และคงเป็นเพราะความกร่อนของภาษาจีนทำให้วงเล็บหายไป คงเหลือเพียงคำว่า “ไร่ขิง” ต่อท้ายคำว่า “มงคลจินดาราม” จึงต้องเขียนว่า “วัดมงคลจินดาราม-ไร่ขิง” แต่ในทางราชการยังคงใช้ชื่อเดิมเพียงว่า “วัดไร่ขิง” สืบมาจนทุกวันนี้
ประวัติการสร้างวัดไร่ขิง คนรุ่นเก่าได้เล่าสืบต่อกันมาว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๔ ซึ่งอยู่ระหว่างปลายรัชกาลที่ ๓ กับต้นรัชกาลที่ ๔ โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก ป.ธ.๓) ซึ่งเป็นชาวเมืองนครชัยศรี มณฑลนครชัยศรี เมื่อครั้งที่ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ที่ “พระธรรมราชานุวัตร” ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศาลาปูนวรวิหาร รูปที่ ๕ ต่อมาท่านได้กลับมาสร้างวัดไร่ขิงและวัดดอนหวาย ซึ่งเป็นบ้านโยมบิดา และมารดาของท่าน นอกจากนี้ในหนังสืองานนมัสการปิดทองหลวงพ่อวัดไร่ขิง ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้กล่าวไว้ว่า “การก่อสร้างวัดไร่ขิงยังไม่เสร็จสมบูรณ์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) มรณภาพลง ดังนั้นงานทุกอย่างจึงตกเป็นภาระของพระธรรมราชานุวัตร (อาจ จนฺทโชโต) เจ้าอาวาสวัดศาลาปูนรูปที่ ๖ ซึ่งเป็นหลานชายของท่าน” สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) มรณภาพในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปี วอก พ.ศ. ๒๔๒๗ รวมสิริอายุ ๙๑ ปี พระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๕ ปีระกา พ.ศ. ๒๔๒๘ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ มาพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุพิเศษวัดศาลาปูน
อนึ่ง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ได้สร้างวัดไร่ขิงขึ้นเมื่อปีกุน พ.ศ. ๒๓๙๔ ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ “พระธรรมราชานุวัตร” ขณะเมื่อมีอายุได้ ๕๗ ปี ส่วนพระรธรรมราชานุวัตร (อาจ จนฺโชโต) ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง ๑๖ ปีได้ติดตามขึ้นไปอยู่กับสมเด็จพุฒาจารย์ (พุก) ที่วัดศาลาปูนด้วย ดังนั้นเมื่อสมเด็จพุฒาจารย์ (พุก) ได้กลับมาสร้างวัดไร่ขิง ท่านจึงต้องกลับมาช่วยสร้างด้วยเช่นกัน ต่อมาเมื่อท่านอายุครบ ๒๐ ปี จึงอุปสมบทที่วัดศาลาปูน ครั้งเมื่อสมเด็จพุฒาจารย์ (พุก) มรณภาพในปี พ.ศ.๒๔๒๗ ขณะมีอายุได้ ๙๑ ปี ดังนั้นภาระในการปฏิสังขรณ์วัดไร่ขิงจึงตกเป็นของท่าน แต่ไม่ทราบว่าท่านกลับมาปฏิสังขรณ์วัดเมื่อใด หรือท่านอาจจะมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ตอนที่ท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระธรรมราชานุวัตรก็อาจเป็นไปได้ ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุ ๗๕ ปี และเป็นเจ้าอาวาสวัดศาลาปูนรูปที่ ๖ ต่อจากสมเด็จพุฒาจารย์ (พุก) อย่างไรก็ตามในการปฏิสังขรณ์วัดไร่ขิงในสมัยท่านอยู่ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๒๗ หรือ ๒๔๕๓ เป็นต้นมา พระธรรมราชานุวัตร (อาจ จนฺโชโต) ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ สิริรวมอายุได้ ๘๖ ปี
  Read More